ธุรกิจในฝันด๊อทคอม

“อะไรคือความลับของความมั่งคั่งร่ำรวย?
หากการมีงานทำมิใช่หนทางสร้างความมั่งคั่งแล้ว จะยังมีวิธีใดอีกหรือเศรษฐีทำอย่างไรจึงสามารถสร้างความมั่งมีได้มากกว่าคนธรรมดา ก่อนที่ผมจะตอบคำถามนี้ ผมขอกระซิบว่าเคล็ดลับของมหาเศรษฐีนั้น มีมาตั้งแต่เริ่มมีมนุษย์บนโลกแล้วละครับ

เคล็ดลับของความเป็นเศรษฐีเป็นสัจจะ ถาวร ไม่เคยล้าสมัย หรือเสื่อมความนิยม ไม่ว่าโลกจะเปลี่ยนไปมากหรือรวดเร็วเพียงใด ความลับของมหาเศรษฐีนั้นประดุจดั่งจารึกไว้ในหลักศิลา และเป็นกุญแจไขไปสู่ทรัพย์สมบัติมหาศาลเท่าที่มหาเศรษฐีจะพึงมีพึงได้

อะไรคือความลับของความมั่งคั่งร่ำรวย?
ผมสามารถตอบคำถามนี้ได้ด้วยคำ ๆ เดียวครับ และคำนั้นก็คือ “การเป็นเจ้าของ”
มหาเศรษฐีคือผู้ที่มีกิจการเป็นของตนเอง เป็นเจ้าของหุ้นในบริษัทอื่น ๆ เป็นเจ้าของบ้าน
เป็นเจ้าของชีวิตตัวเอง และเป็นเจ้าของความฝันของตัวเองด้วย เศรษฐีทั้งหลายเข้าใจดีว่า
เมื่อเขาเป็นนักธุรกิจอิสระ เขากำลังสานฝันของเขาเอง ไม่ใช่ฝันของคนอื่น

ธุรกิจใหม่ของคุณในยุคเศรษฐกิจอิเล็กทรอนิกส์
สิ่งมหัศจรรย์เกี่ยวกับเศรษฐกิจอิเล็กทรอนิกส์ก็คือ คุณไม่ต้องเป็นเศรษฐี มหาเศรษฐี
หรือเป็นอัจฉริยะในการก่อตั้งธุรกิจในฝันของคุณ คุณเพียงแต่ตระหนักว่าคุณทำตัวได้เหมาะ
กับกาละเทศะหรือไม่ และคุณพร้อมที่จะฉวยโอกาสจากการปฏิวัติทางเศรษฐกิจที่ยิ่งใหญ่ที่สุด
เป็นประวัติการณ์ ได้มากเพียงใดเท่านั้น

ธุรกิจในฝันของคุณควรเป็นเช่นใด
หลักเกณฑ์ 5 ประการของธุรกิจในฝัน
1. มีรายได้ต่อเนื่องสม่ำเสมอ (คุณลงทุนเพียงครั้งเดียว แต่มีรายได้ครั้งแล้วครั้งเล่าต่อเนื่อง)
2. มีตลาดรอบโลก
3. ให้เป็นมรดกได้ และขายได้
4. ทำซ้ำได้เรื่อย ๆ
5. ลงทุนน้อยและบำรุงรักษาน้อย

ธุรกิจในฝันขนานแท้ต้องมีครบทั้ง 5 ข้อนี้ หากมีเพียง 4 ใน 5 ประการถือว่ายังไม่ดีพอ
เพราะในที่สุดแล้วมันก็จะกลายเป็นธุรกิจแบบเดิม ๆ ที่มีลักษณะบางประการของธุรกิจในฝันเท่านั้น ในปัจจุบันเป็นที่แน่ชัดว่า เครือข่ายเป็นกุญแจสำคัญของการได้มาซึ่งธุรกิจในฝันอย่างแท้จริง

พลังแห่งเครือข่าย
เราทุกคนอยู่ในธุรกิจโฆษณาโดยไม่รู้ตัว ไม่ว่าจะเป็นภาพยนต์ ร้านอาหาร แพทย์ สถานที่ท่องเที่ยวและอื่น ๆ อีกมากมาย เราโฆษณาสิ่งเหล่านี้ให้ผู้อื่นทราบโดยไม่ได้เงินจากการทำเช่นนี้เลย ทุกครั้งที่มีกลุ่มคนที่มีความสนใจเหมือน ๆ กันและมีวิธีแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารซึ่งกันและกัน คุณก็จะมีเครือข่าย

เครือข่ายของเราแต่ละคนจะเชื่อมต่อกับเครือข่ายของคนอื่น ๆ ไม่ต่างจากระบบเครือข่ายอินเตอร์เน็ตที่เรารู้จักกันดี อินเตอร์เน็ตบุคคลของเรานี้ไม่เป็นทางการ ปราศจากโครงสร้างใด ๆ แต่มีประสิทธิภาพสูงในการส่งและรับสารสนเทศภายในเวลาเพียงไม่กี่นาทีหรือไม่กี่วัน ระหว่างกลุ่มคนเป็นสิบเป็นร้อยหรือนับพันคนได้โดยไม่ต้องพบหน้ากัน และอาจอยู่ที่ไหนในโลกก็ได้

อำนาจสู่ปวงชน
อินเตอร์เน็ตมีข้อได้เปรียบอยู่ 2 ประการคือ ความเร็วและขนาด กล่าวคือ อินเตอร์เน็ตสากลมีความรวดเร็วดุจแสงและขนาดมหึมาครอบคลุมทั่วทั้งโลก คุณสามารถติดต่อกับคนนับล้านคนได้ภายในเวลาเพียงไม่กี่นาที

อินเตอร์เน็ตยังมีข้อได้เปรียบอีกประการหนึ่ง นั่นคืออินเตอร์เน็ตทรงไว้ซึ่งความยุติธรรม
ทุกคนที่เชื่อมต่อกับอินเตอร์เน็ต มีอำนาจที่จะซื้อขาย ออกความคิดเห็น ประท้วง ขัดแย้ง
แบ่งปัน สั่งสอน คร่ำครวญ สรรเสริญ ไม่ว่าประสงค์สิ่งใด คุณสามารถทำได้ในอินเตอร์เน็ต
ทั้งนี้ก็เพราะอินเตอร์เน็ตได้ทำให้ “ปุถุชนคนธรรมดา ๆ อย่างคุณและผม มีพลังอำนาจอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อนนั่นเอง”

อินเตอร์เน็ตยังได้สร้างนิยามของการค้ายุคใหม่คือ อีคอมเมิรซ์ ไว้ด้วย นิตยสาร Money World กล่าวถึงศักยภาพมหาศาลของอินเตอร์เน็ตไว้อย่างสละสลวยว่า “อินเตอร์เน็ตนั้นเป็นร้านค้าปลีกในอุดมคติก็ว่าได้ เป็นร้านที่เปิดวันละ 24 ชั่วโมง สัปดาห์ละ 7 วัน คุณไม่ต้องเสียเวลาหาที่จอดรถ ไม่มีการเบียดเสียดของลูกค้า แม้จะเป็นวันคริสตมาสก็ตาม มีสินค้าให้เลือกมากมายหลายร้อยเท่าของห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ และมีสินค้าอยู่ในร้านตลอดเวลาไม่มีขาดสต็อก ราคาก็ถูกกว่าไม่ต้องไปเข้าแถวคอย แถมยังจัดส่งของให้ถึงประตูบ้าน และยังมีข้อดีอื่น ๆ อีกมากมาย”

แล้วเราจะได้อะไร
สิ่งที่เราจะได้รับคือ โอกาสทองของชีวิตทั้งชีวิตเชียวละครับ เพราะไม่เคยมีมาก่อนในประวัติศาสตร์ ที่คนทั้งโลกจะได้เห็นและมีโอกาสมากขนาดนี้ โอกาสทางธุรกิจที่แผ่ขยายอย่างรวดเร็วและมีให้แก่ทุก ๆ คน ในอดีตนั้น มีแต่พระราชาที่เป็นเจ้าของที่ดิน มหาเศรษฐีเป็นเจ้าของบ่อน้ำมัน โรงงาน แร่ธาตุวัตถุดิบทั้งหลาย แต่ทุกวันนี้อินเตอร์เน็ตทำให้ทุกคนสามารถเป็นเจ้าของได้เท่าเทียมกัน ดังที่บิล เกตส์ ได้กล่าวไว้ว่า “อินเตอร์เน็ตนั้นเป็นตัวก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง และจะจัดระเบียบสิ่งต่างๆ ใหม่หมด” ทุกวันนี้อินเตอร์เน็ตได้จัดระเบียบวิธีซื้อของผู้คน วิธีสื่อสาร ตลอดจนวิธีสร้างความมั่งคั่งเพื่อตนเองและครอบครัวใหม่หมดจริง ๆ

ถูกที่และถูกเวลา
การบรรจบกันของแนวโน้มระดับโลกนี้เป็นกุญแจที่ไขไปสู่การสร้างความมั่งคั่ง เปิดโอกาสให้ปุถุชนธรรมดาเช่นคุณเช่นผม สามารถผสมผสานพรสวรรค์ที่มีมาแต่กำเนิดของทุกคน คือการเป็นผู้สร้างเครือข่ายแบบตัวต่อตัวเข้ากับพลังอำนาจของอินเตอร์เน็ต

ผมเรียกโอกาสเช่นนี้ว่าธุรกิจในฝันด็อตคอมครับ เนื่องจากเป็นการผสมผสานหลักเกณฑ์ทุกข้อของธุรกิจในฝันเข้ากับพลังและศักยภาพของธุรกิจอีคอมเมิร์ซ ไม่มีเวลาใดเหมาะไปกว่านี้อีกแล้วในการจับจองที่นั่งบนจรวดที่ชื่อ “ธุรกิจในฝันด็อตคอม” เชื่อผมเถอะครับว่าทุกคนที่ได้ขึ้นจรวดนี้ จะได้รับผลตอบแทนสูงสุดตลอดชีวิตทีเดียว

หมายเหตุ: หนังสือ “ธุรกิจในฝัน.คอม” โดยเบิร์ก เฮ็ดเจส ผู้แต่งหนังสือเรื่อง “เงินทองไหลมาเทมา (ตามท่อ)”

โพสท์ใน อาชีพและการงาน | ติดป้ายกำกับ , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , | แสดงความเห็น

做最好的自己 ทำตนเองให้ดีที่สุด

做最好的自己
ทำตนเองให้ดีที่สุด

如果我們不是大鵬,那麼就心安理得的做一隻小雀子,
หากเราไม่ใช่นกยักษ์ ก็จงสงบจิตสงบใจที่จะเป็นนกกระจิบเล็กๆตัวหนึ่ง

努力尋找自己的快樂。一顆麥粒,或是一枝枝條。
ที่มุ่งมั่นแสวงหาความสุขของตนเอง ข้าวโพดสักเมล็ด หรือว่ากิ่งไม้เล็กๆสักชิ้น

大鵬有大鵬的遠足,小雀有小雀的生活。
นกยักษ์บินหากินได้ไกลๆในแบบนกยักษ์ , นกกระจิบตัวน้อยก็มีการดำรงชีวิตในแบบของนกกระจิบ

沒有賓格譏笑,也沒有必要睥睨。
เราไม่มีสิทธิ์ที่จะหัวเราะเยาะ และก็ไม่ต้องเย่อหยิ่ง ดูแคลนคนอื่น

重要是做好各自的自己。尤其重要是努力做真正的自己。
สิ่งที่สำคัญก็คือแต่ละคนต้องทำตนเองให้ดีที่สุด โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือการมุ่งมั่นทำอย่างแท้จริง

沒有必要否定別人,也無順彰顯自己的能力。
จงยอมรับผู้อื่น และก็ไม่ต้องดูถูกความสามารถของตนเอง

面對天地,我們還能要多少自得。
หันหน้าสู้ฟ้าดิน เรายังต้องการความพึงพอใจอีกมากน้อยเท่าไร

不一定走得很遠就是不朽。
การที่ไปได้ไกลมากๆก็ใช่ว่าจะเป็นอมตะนิรันดร์

其實,只有能夠抵達自己的目標,就是成就。
แท้ที่จริงแล้ว หากเพียงแต่เราสามารถไปถึงเป้าหมายของตนเองได้ ก็ถือว่าประสบความสำเร็จแล้ว

奮鬥與自在,正是生命的真諦。
การบากบั่นต่อสู้ และความสบาย คือความหมายแท้จริงของชีวิต

源:禮記

โพสท์ใน กำลังใจ | ติดป้ายกำกับ , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , | แสดงความเห็น

ข้อคิดคมๆ จากขงเบ้ง 25 ข้อ

“ขงเบ้ง” หรือ “จูกัดเหลียง” (Zhuge Liang) เป็นตัวละครในวรรณกรรมจีนอิงประวัติศาสตร์เรื่อง สามก๊ก ที่มีตัวตนจริงในประวัติศาสตร์ยุคสามก๊ก ซึ่งได้รับการขนานนามจากใครต่อใครว่าเป็น”ผู้หยั่งรู้ดินฟ้ามหาสมุทร” เรามักเห็นภาพวาดของขงเบ้งในชุดนักพรต ถือพัดขนนก ใบหน้าขาว แต่งกายดูภูมิฐาน บุคลิกลักษณะของขงเบ้งที่ใครต่อใครต่างกล่าวถึง คือความเฉลียวฉลาดทางการรบและไหวพริบปฏิภาณที่เป็นเลิศ รวมถึงวาจาอันคมคายบาดจิต ซึ่งเรียกได้ว่าคลาสสิคมาถึงยุคปัจจุบัน เพราะใช้เป็นแง่คิดชีวิตได้อย่างดี เราลองมาดูข้อคิดทั้ง 25 ข้อที่มาจากขงเบ้ง เพื่อใช้ในการดำเนินชีวิตอย่างฉลาดกันดีกว่า

1. ถ้าคุณคิดจะเป็นใหญ่ คุณก็จะได้เป็นใหญ่ ถ้าคุณคิดอยากเป็นอะไรคุณก็จะได้เป็นสิ่งนั้

2. เพราะแสวงหา มิใช่เพราะรอคอย เพราะเชี่ยวชาญ มิใช่เพราะโอกาส เพราะสามารถ มิใช่เพราะโชคช่วย ดังนี้แล้ว “ลิขิตฟ้าหรือจะสู้มานะตน”

3. นกทำรังให้ดูไม้ ข้าเลือกนายให้ดูน้ำใจ

4. ผู้ที่ยิ่งใหญ่ที่สุด คือ ผู้ที่ทำตนให้เล็กที่สุด

5. ผู้ที่เล็กที่สุด ก็จะกลายเป็นผู้ที่ใหญ่ที่สุด

6. ผู้ที่มีเกียรติ คือ ผู้ที่ให้เกียรติผู้อื่น

7. ถ้าสติไม่มา ปัญญาก็ไม่มี

8. ไม้คดใช้ทำขอ เหล็กงอใช้ทำเคียว แต่คนคดเคี้ยวใช้ทำอะไรไม่ได้เลย

9. เล่นหมากรุก อย่าเอาแต่บุกอย่างเดียว เดินหมากรุกยังต้องคิด เดินหมากชีวิต จะไม่คิดได้อย่างไร

10. เมื่อใครสักคนหนึ่งทำผิด ท่านอย่าเพิ่งตำหนิหรือต่อว่าเขา เพราะถ้าท่านเป็นเขา และตกอยู่ในสภาพแวดล้อมเช่นเดียวกับเขา ท่านอาจจะตัดสินใจทำเช่นเดียวกับเขาก็ได้

11. การบริหารคือการทำงานให้สำเร็จโดยอาศัยมือผู้อื่น

12. ผู้ปกครองระดับธรรมดา ใช้ความสามารถของตนอย่างเต็มที่

13. ผู้ปกครองระดับกลาง ใช้กำลังของคนอื่นอย่างเต็มที่

14. ผู้ปกครองระดับสูง ใช้ปัญญาของคนอื่นอย่างเต็มที่

15. อ่านคนออก บอกคนได้ ใช้คนเป็น

16. เมื่อนักการฑูตพูดว่า “ใช่” หรือ “อาจจะ” เขามีความหมายว่า “อาจจะ”

17. เมื่อนักการฑูตพูดว่า “อาจจะ” เขามีความหมายว่า “ไม่”

18. เมื่อนักการฑูตพูดว่า “ไม่” เขาไม่ใช่นักการฑูต เพราะนักการฑูตที่ดีจะไม่ปฏิเสธใคร

19. เมื่อสุภาพสตรีพูดว่า “ไม่” หล่อนมีความหมายว่า “อาจจะ”

20. เมื่อสุภาพสตรีพูดว่า “อาจจะ” หล่อนมีความหมายว่า “ใช่” หรือ “ได้”

21. เมื่อสุภาพสตรีพูดว่า “ใช่” หรือ “ได้” หล่อนไม่ใช่สุภาพสตรี

22. สุภาพสตรีจะไม่ตอบรับใครง่ายๆ

23. คิดทำการใหญ่ อย่าสนใจเรื่องเล็กน้อย

24. ตาสามารถมองเห็นสิ่งที่ไกลได้ แต่ไม่สามารถมองเห็นคิ้วของตน

25. คนส่วนใหญ่ใส่ใจกับผลได้ระยะสั้นเท่านั้น แต่คนฉลาดอย่างแท้จริงจะมองไปยังอนาคต

ที่มา : http://www.bentoweb.com

โพสท์ใน เรื่องน่ารู้ทั่วไป | ติดป้ายกำกับ , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , | แสดงความเห็น

อยากอยู่ถึง 100 ปี ต้องเริ่มต้นทำเดี๋ยวนี้!!

ปัจจุบันคนไทยมีอายุเฉลี่ยยืนยาวขึ้น โดยดูตัวเลขจากหน่วยงานของรัฐที่เปิดเผยว่า ประเทศไทยได้ก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุตั้งแต่่ปี พ.ศ. 2546 ซึ่งนับว่าเร็วกว่าอีกหลายประเทศในเอเชียซึ่งจะทำให้จำนวนผู้สูงอายุไทยจะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจาก 10% ของจำนวนประชากรในวัยทำงาน เป็น 23% ในอีก 20 ปีข้างหน้า ซึ่งจะทำให้ไทยกลายเป็นสังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์ในปีพ.ศ.2575

แม้ว่าการมีอายุยืนมีส่วนเกี่ยวข้องกับกรรมพันธุ์ แต่วิถีการดำรงชีวิตก็เป็นปัจจัยสำคัญไม่ แพ้กัน ดังนั้น การจะอยู่ให้ถึง 100 ปี จึงไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้ หากคุณลองทำตามคำแนะนำต่อไปนี้

1. อารมณ์ดีเสมอ

สิ่งสำคัญที่สุดที่จะทำให้มีชีวิตยืนยาวได้ถึง 100 ปี คือ ต้องตระหนักรู้ว่าสิ่งภายนอกมีผลกระทบต่อจิตใจ อารมณ์ขณะนั้นเป็นตัวสร้างสถานการณ์ คนที่เข้าใจตรรกะนี้จะดำเนินชีวิตได้อย่างราบรื่น ปราศจากความเครียด และไม่ตกเป็นเหยื่อของสถานการณ์ภายนอ ก

2. ทำอาหารทานเอง

การทำอาหารรับประทานเอง ทำให้เราเลือกวัตถุดิบที่นำมาปรุงได้ ต้องปราศจากสารกันบูด และไม่มีน้ำตาลหรือเกลือมากเกินควร จะดีไปกว่านั้นหากเป็นพืชผักที่คุณปลูกไว้ทานเอง เพราะเมื่อเก็บมาสดๆ จะอุดมด้วยธาตุอาหารที่มีสารต้านอนุมูลอิสระและวิตามิน คืนความเยาว์วัยให้สมองและร่างกาย & nbsp;

3. ทำงานที่รักและถนัด

ถ้าเลือกได้ จงทำงานที่รักและมีความถนัด เพราะไม่มีอะไรที่ทำให้ดูแก่เร็วไปกว่าการต้องทนทำงานที่ไม่ได้ชอบ หรือไม่ได้ใช้ความรู้ความสามารถที่มีอย่างเต็มที่ แต่ก็ไม่จำเป็นต้องลาออกจากงานที่ทำอยู่ เพียงแค่หาหนทางนำจุดแข็งที่มีมาใช้และกำจัดจุดอ่อน แล้วจะเห็นว่า ยิ่งเปลี่ยนแปลงมากเท่าไหร่ ยิ่งทำให้เกิดความคิดสร้างสรรค์มากเท่านั้น

4. เคลื่อนไหวร่างกายอยู่เสมอ

มีงานวิจัยระบุว่า คนที่ออกกำลังกายพื้นฐานเป็นประจำ เช่น เดินสัปดาห์ละ 3-5 ครั้ง จะมีชีวิตยืนยาวกว่าผู้ที่ไม่ค่อยเคลื่อนไหวร่างกาย โดยเฉพาะในคนสูงอายุที่ไม่ยอมขยับเขยื้อน หากคุณยังคงกระฉับกระเฉง ควบคุมน้ำหนักให้พอดีกับเพศ อายุ และความสูง ก็จะทำให้อวัยวะต่างๆทำงานได้ดี ไม่ต้องกินยารักษาโรค และใช้ชีวิตอย่างมีความสุข เพราะปัญหาสุขภาพของคนยุคนี้ ส่วนใหญ่เกี่ยวเนื่องกับวิถีการดำเนินชีวิต การมีสุขภาพดี จะทำให้บุคคลนั้นเกิดความรู้สึกดีไปด้วย และยิ่งรู้สึกดีมากเท่าไหร่ จะทำให้อายุยืนมากขึ้นเท่านั้น

5. ดื่มน้ำเยอะๆ
น้ำมีประโยชน์ต่อร่างกาย คุณควรดื่มน้ำวันละ 2 ลิตรหรือ 8 แก้ว และจะยิ่งดี หากคุณเลือกดื่มน้ำเปล่าแทนเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์หรือน้ำตาล เพราะจะช่วยให้ร่างกายสดชื่น มีอายุยืนถึง 100 ปีได้อย่างสบายๆ

6. โยนความเครียดทิ้งไป

อย่าเก็บความรู้สึกเครียดวิตกกังวลไว้กับตัวเองตลอดเวลา ต้องหาทางระบายออกเสียบ้าง เพราะถือเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องรู้จักจัดการกับความเครียดซึ่งมีผลกระทบต่อหัวใจ

เมื่อเร็วๆนี้มีงานวิจัยว่า ผู้หญิงที่อายุต่ำกว่า 50 ปีและผู้หญิงวัยหมดประจำเดือน ที่มีปัญหาเรื่องความวิตกกังวล มีความเสี่ยงเป็นโรคหัวใจเพิ่มมากขึ้น

7. กินอาหารทะเล

ประเทศไทยนับว่าโชคดีที่มีอาหารทะเลให้รับประทานตลอดทั้งปี ไม่ว่าจะเป็นกุ้ง หอย ปู ปลา อาหารทะเลอุดมไปด้วยกรดไขมันโอเมกา-3 ซึ่งมีบทบาทสำคัญต่อโครงสร้างและการทำงานของสมอง รวมถึงสุขภาพองค์รวมในทุกๆวัย

8. ลองทำสิ่งใหม่ๆ

ความหลากหลายเป็นตัวเพิ่มรสชาติให้ชีวิต และเมื่อคุณให้โอกาสตัวเอง สมองก็ สามารถเรียนรู้ไปเรื่อยๆ แม้จะมีอายุ 100 ปี แล้วก็ตาม
หากเปิดรับสิ่งใหม่ๆเข้ามาในชีวิต จะทำให้สมองตื่นตัว เช่น ปกติถนัดมือขวา ให้ลองเปลี่ยนเป็นใช้มือซ้ายหยิบจับสิ่งของหรือทำภารกิจประจำวันเป็นครั้งคราว วิธีนี้จะช่วยกระตุ้นสมองให้เตรียมพร้อมอยู่เสมอ
เพราะเมื่อทำแต่สิ่งเดิมๆ สมองจะเชื่อยชา และหากปล่อยไปเรื่อยๆ ก็ยากที่จะกลับมาตื่นตัวอีกครั้ง

9. ทำสมาธิ

ความเครียดเป็นสิ่งที่สะสมได้ เช่นเดียวกับความสงบในจิตใจ การใช้ชีวิตของคนเรา ก็เหมือนการขับขี่รถยนต์ หากคุณไม่แวะเติมน้ำมันบ้างตลอดเส้นทาง เมื่อน้ำมันในถังหมด รถก็จะวิ่งไม่ได้ ชีวิตก็เช่นกันที่นอกจากจะต้องกินอาหารเพื่อให้มีเรี่ยวแรงแล้ว ยังต้องดูแลจิตใจให้อยู่ในสภาพที่ดีด้วย

ลองหาเวลาสวดมนต์ ทำสมาธิ ฝึกหายใจ หรืออะไรก็ได้ที่ทำให้รู้สึกสงบและเกิดภาวะสมดุลของร่างกายและจิตใจ คุณจะรู้สึกได้ถึงความเครียดที่เริ่มจางหายไป ความสงบจะเข้ามาแทนที่ ซึ่งเมื่อทำเป็นประจำทุกวัน ไม่เพียงทำให้มีความสุขสงบ หากแต่อายุจะยืนยาวขึ้นด้วย

10. ยืนตัวตรงอย่างสง่าผ่าเผย

เมื่อเราอยู่ในท่าที่ไม่ถูกหลักสรีระนานๆ กระดูกอาจหักได้ จึงควรหันมาออกกำลังกายด้วยการวิ่งเท้าเปล่าเป็นครั้งคราว หรือออกกำลังกายแบบใช้แรงต้านง่ายๆ เช่น การยกดัมบ์เบล ที่สามารถทำที่โต๊ะทำงานหรือที่บ้านได้ ซึ่งจะช่วยให้ดูสมาร์ท อกผาย ไหล่ผึ่ง

หรือจะรำมวยไท้เก็ก ที่ช่วยเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ ข้อต่อไม่ติดขัด ทำให้เคลื่อนไหวสะดวก และทรงตัวได้ดี เมื่อฝึกเป็นประจำ จะส่งผลดีต่อสุขภาพกายและใจ

11. คิดบวก
พลังความคิดด้านบวกจะช่วยเยียวยา กระตุ้นให้เกิดพลังกายพลังใจ มีความคิดสร้างสรรค์ ส่งผลให้มีความสุขในชีวิต สิ่งที่เราบอกกับตัวเองและได้ฟังจากคนอื่น ล้วนมีผลต่อการดำเนินชีวิตของเรา ทั้งทางด้านร่างกาย ความคิด และจิตวิญญาณ ซึ่งจะทำให้อายุยืนยาวถึง 100 ปีเลยทีเดียว

12. ฝึกสมองลองปัญญา

เมื่อถามคนทั่วไปว่า อยากมีอายุยืนยาวแค่ไหน พวกเขามักตอบว่า “ตราบเท่าที่ยังมีความสุขใจ”
เพราะพื้นฐานสำคัญของการมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นอยู่กับการมีสุขภาพสมองที่ดี จึงควรจำกัดการทำงานหลายอย่างในเวลาเดียวกัน เพราะมันจะส่งผลลบต่อจิตใจ ทำให้สมองล้ามากขึ้น และเครียดมากขึ้น

รวมทั้งต้องหลีกเลี่ยงการกระทำแบบเดิมๆ เพราะสมองจำเป็นต้องถูกกระตุ้นเรื่อยๆ เพื่อสร้างการเชื่อมต่อใยสมองในรูปแบบใหม่ๆ เป็นการพัฒนาเครือข่ายเส้นใยสมอง ช่วยในการแก้ปัญหาหรือคิดหาหนทางตอบโต้ ดังนั้น การจัดการด้วยการคิดไตร่ตรองอย่างลึกซึ้ง คือส่วนประกอบสำคัญที่ช่วยทำให้สมองมีสุขภาพ ดีนั่นเอง

ที่มา: นิตยสารธรรมลีลา ฉบับที่ 136 เมษายน 2555

โพสท์ใน สุขภาพและความงาม | ติดป้ายกำกับ , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , | แสดงความเห็น

Can I Borrow $25/-? ให้ฉันยืมเงิน 25 เหรียญ ได้ไหม ?

FRIENDS PLEASE READ THIS …
เพื่อนๆทั้งหลาย กรุณาอ่านเรื่องนี้…

A woman came home from work late, tired and irritated, to find her 5-year old son waiting for her at the door.
ผู้หญิงคนหนึ่งกลับมาที่บ้านจากการทำงาน , เหนื่อยและหงุดหงิด, พบว่าลูกชายอายุ 5 ขวบของเธอกำลังรอเธออยู่ที่ประตูบ้าน

SON: ‘Mummy, may I ask you a question?’
ลูกชาย : ‘คุณแม่ครับ ผมขอถามคุณแม่สักคำถามได้ไหมครับ?’

MUM: ‘Yeah sure, what it is?’ replied the woman.
คุณแม่: ผู้หญิงคนนั้นตอบว่า’ได้ซิจ๊ะลูก, ถามอะไรล่ะ?’

SON: ‘Mummy, how much do you make an hour?’
ลูกชาย: ‘คุณแม่ครับ, คุณแม่ทำเงินได้ชั่วโมงละเท่าไรครับ?’

MUM: ‘That’s none of your business. Why do you ask such a thing?’ the woman said angrily.

คุณแม่: ผู้หญิงคนดังกล่าวพูดด้วยความโกรธว่า ‘นั่นไม่ใช่เรื่องอะไรของลูกนี่นา ทำไมลูกจึงได้ถามเรื่องแบบนี้? ‘ .

SON: ‘I just want to know. Please tell me, how much do you make an hour?’
ลูกชาย ‘ผมก็แค่อยากจะรู้เท่านั้นครับ ช่วยบอกผมที ว่าคุณแม่ทำเงินได้ชั่วโมงละเท่าไรครับ ? ‘

MUM: ‘If you must know, I make $ 50 an hour.’
คุณแม่: ‘แม่ทำเงินได้ชั่วโมงละ 50 เหรียญ ถ้านี่เป็นสิ่งที่ลูกต้องรู้.’

SON: ‘Oh,’ the little boy replied, with his head down.
ลูกชาย: เด็กน้อยก้มหัวลงตอบว่า ‘ โอ้ ‘

SON: ‘Mummy, may I please borrow $25?’
ลูกชาย : ‘คุณแม่ครับ ให้ผมยืมเงิน 25 เหรียญหน่อย ได้ไหมครับ?’

The mother was furious, ‘If the only reason you asked that is so you can borrow some money to buy a silly toy or some other nonsense, then you march yourself straight to your room and go to bed. Think about why you are being so selfish. I don’t work hard everyday for such childish frivolities.’
คุณแม่รู้สึกโกรธโมโห พูดว่า, ‘ถ้ามีเหตุผลเดียวที่ลูกขอยืมเงินเพื่อไปซื้อของเล่นโง่ๆหรือซื้ออะไรที่ไร้สาระแล้วละก็ ให้กลับไปที่ห้องและนอนคิดเสียใหม่ได้เลย ว่าลูกน่ะเป็นคนเห็นแก่ตัวเป็นอย่างมาก แม่ไม่ได้ทำงานหนักทุกวันเพื่อเรื่องไร้เดียงสาแบบนี้’

The little boy quietly went to his room and shut the door..
เด็กชายตัวเล็ก ๆ เดินจากไปที่ห้องนอนของเขาอย่างเงียบๆแล้วปิดประตู ..

The woman sat down and started to get even angrier about the little boy’s questions. How dare he ask such questions only to get some money?
ผู้หญิงคนนั้นนั่งลงและเริ่มโกรธยิ่งขึ้นเกี่ยวกับคำถามของเด็กชายตัวเล็ก ๆคนนั้น เขากล้าดียังไงจึงได้ถามคำถามเช่นนี้เพียงเพื่อจะให้ได้เงินมา?

After about an hour or so, the woman had calmed down , and started to think:
หลังจากนั้นประมาณหนึ่งชั่วโมงต่อมา,ผู้หญิงคนนั้นจึงมีอารมณ์สงบลงและเริ่มคิด:

Maybe there was something he really needed to buy with that $25.00 and he really didn’t ask for money very often.The woman went to the door of the little boy’s room and opened the door.
บางทีเขาอาจต้องการอะไรบางอย่างจริงๆที่จะซื้อด้วยเงิน 25 เหรียญ และเขาก็ไม่ได้ขอเงินบ่อยครั้งนัก ผู้หญิงคนนั้นเดินไปที่ประตูห้องนอนเด็กเล็กๆคนนั้นและเปิดประตู

‘Are you asleep, son?’ She asked.
เธอถามว่า ‘หลับหรือยังลูก?’

‘No Mummy, I’m awake,’ replied the boy.
เด็กชายตอบ ‘ยังครับ คุณแม่ ผมยังไม่ได้หลับ,’

‘I’ve been thinking, maybe I was too hard on you earlier’ said the woman. ‘It’s been a long day and I took out my aggravation on you.. Here’s the $25 you asked for.’
ผู้หญิงคนนั้นพูดว่า ‘แม่กำลังคิดว่า, บางทีแม่ก็ทำใจหินกับลูกเกินไปเมื่อสักครู่นี้ ‘ ‘มันช่างเป็นวันที่ยาวนานและแม่ได้เอาความรุนแรงใส่ลูก .. เอ้า เอาเงิน 25 เหรียญ ที่ลูกขอยืมนี่ไปซิจ๊ะ. ‘

The little boy sat straight up, smiling. ‘Oh, thank you Mummy!’ he yelled. Then, reaching under his pillow he pulled out some crumpled up bills.
เด็กน้อยยิ้มๆ,นั่งตัวตรงขึ้น เขาตะโกนว่า ‘โอ้ ขอบคุณครับคุณแม่! จากนั้นเขาได้ดึงธนบัตรยู่ยี่บางส่วนออกมาจากใต้หมอนของเขา

The woman saw that the boy already had money, started to get angry again.
ผู้หญิงคนนั้นเริ่มโกรธขึ้นมาอีก เมื่อเห็นว่าเด็กมีเงินอยู่แล้ว

The little boy slowly counted out his money, and then looked up at his mother.
เด็กชายตัวเล็ก ๆนับเอาเงินของเขา อย่างช้า ๆ แล้วมองขึ้นไปยังคุณแม่ของเขา

‘Why do you want more money if you already have some?’ the mother grumbled.
คุณแม่พูดบ่นว่า ‘ลูกมีเงินอยู่แล้ว ทำไมยังต้องการเงินเพิ่มอีก?

‘Because I didn’t have enough, but now I do,’ the little boy replied.
เด็กน้อยตอบว่า ‘ก็เพราะว่าผมมีไม่มากพอครับ แต่ตอนนี้ผมมีพอแล้วครับ’

‘Mummy, I have $50 now. Can I buy an hour of your time? Please come home early tomorrow. I would like to have dinner with you.’
คุณแม่ครับ ‘ผมมี 50 เหรียญในตอนนี้ ให้ผมซื้อเวลาของคุณแม่สักหนึ่งชั่วโมงได้ไหมครับ? พรุ่งนี้ กรุณากลับบ้านเร็วขึ้นสักหน่อย ผมอยากทานอาหารเย็นกับคุณแม่ครับ’

The mother was crushed. She put his arms around her little son, and she begged for his forgiveness..
คุณแม่รู้สึกถูกบีบคั้น เธอโอบแขนรอบตัวลูกชายเล็กๆและขอให้ลูกอภัยให้เธอด้วย ..

It’s just a short reminder to all of you working so hard in life. We should not let time slip through our fingers without having spent some time with those who really matter to us, those close to our hearts. Do remember to share that R50 worth of your time with someone you love.
นี้เป็นแค่การเตือนสั้น ๆ สำหรับทุกท่านที่ทำงานอย่างหนักในชีวิต เราไม่ควรปล่อยให้เวลาหลุดลอยไปโดยปราศจากการใช้เวลาไปกับคนที่มีความหมายต่อเราจริงๆ,คนเหล่านั้นที่ใกล้ชิดกับหัวใจของเรา อย่าลืมที่จะแบ่งปันเรื่องเงิน 50 เหรียญ ควรค่าแก่เวลาของคุณที่ให้กับคนที่คุณรัก

If we die tomorrow, the company that we are working for could easily replace us in a matter of hours. But the family & friends we leave behind will feel the loss for the rest of their lives.
หากเราเสียชีวิตในวันพรุ่งนี้, เพียงไม่กี่ชั่วโมง บริษัทที่เรากำลังทำงานให้ก็สามารถหาคนแทนที่เราได้อย่างง่ายดาย แต่กับครอบครัวและเพื่อนที่เราทิ้งไว้เบื้องหลังนั้นจะรู้สึกสูญเสียชีวิตส่วนที่เหลือของพวกเขาไปตลอดชีวิต

Please don’t break this even if you only send it to one person.. Thanks
โปรด อย่าหยุดเรื่องนี้ ถึงแม้ว่าคุณจะส่งให้คนหนึ่งคนได้เท่านั้น.. ขอบคุณ

To Be Or Not To Be, The Choice Is Always Yours……
ทางเลือกเป็นของคุณเสมอว่า จะเป็นอะไร หรือ ไม่เป็นอะไรก็ตาม ……

Source: forward mail

โพสท์ใน ความสุข | ติดป้ายกำกับ , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , | 1 ความคิดเห็น

การสร้างพลังดึงดูด

พลังดึงดูด คือ พลังแห่งเจตนารมณ์ของบุคคล เป็นพลังที่เกิดจากความคิดและความปรารถนาอย่างมุ่งมั่นแรงกล้า ที่คิดซ้ำแล้วซ้ำเล่าอย่างต่อเนื่องยาวนาน จนก่อเกิดเป็นขุมพลังเข้มข้นแล้วเกิดการสั่นสะเทือน (Vibration) ออกไปดึงดูดเหตุการณ์ ผู้คน สิ่งของ หรือปัจจัยต่าง ๆ ที่เป็นองค์ประกอบของเรื่องราวที่จะนำมาซึ่งผลลัพธ์ตามที่เจ้าของเจตนารมณ์ต้องการ ซึ่งอาจจะเกิดขึ้นในรูปแบบของความบังเอิญ ความโชคดี ความสะดวก โอกาส ข้อมูล คำแนะนำ สัญชาตญาณ ลางสังหรณ์หรืออื่น ๆ ที่ไม่จำกัดรูปแบบ

7 ขั้นตอนของการสร้างพลังดึงดูด

1.สร้างพลังแห่งจินตนาการ : รู้ไหมว่า ความคิดคือพลังงานอันมหาศาล จงคิดและพูดแต่สิ่งที่ดีๆ หลีกเลี่ยงการนินทาว่าร้าย (คำพูดร้ายๆ จะนำสิ่งร้าย ๆ เข้ามาสู่ตัวเรา) จงจินตนาการถึงความสำเร็จที่เราต้องการ สร้างเป็นภาพในใจหรือนำภาพที่เราต้องการมาให้เราเห็นอยู่ตลอดเวลา

2. ติดต่อกับจิตใต้สำนึกด้วยการสะกดจิตตัวเอง : เราจะทำอะไรไม่ได้เลย ถ้าเราไม่บอกตัวเองและมีพลังอย่างแรงกล้าที่จะเชื่อว่า เราทำได้ จนความคิดนี้ฝังอยู่ในจิตใต้สำนึกของเรา เมื่อความคิดนั้นอยู่ในจิตใต้สำนึกแล้ว จากนั้นเราจะสามารถทำได้ทุกอย่างที่เราต้องการ

3. ชำระความคิด คำพูด และการกระทำอย่างสิ้นเชิง : ความคิด คำพูด การกระทำทุกสิ่งส่งผลโดยตรงต่อตัวเรา คนรอบข้าง ครอบครัว สังคม ประเทศ โลก รู้ไหมว่า เด็ดดอกไม้สะเทือนถึงดวงดาว ทุกการกระทำ ความคิด คำพูดจะส่งผลต่อภาพรวมของโลก รู้อย่างนี้แล้ว ต้องคิด พูด และทำสิ่งที่ดีที่สุดเท่านั้น สิ่งดี ๆ จึงจะเกิดขึ้น

4. ขจัดความสงสัย : อย่าสงสัย คลางแคลงใจเลยว่าจะเป็นไปได้หรือ จริงหรือ ให้รู้เถอะว่าเรื่องที่ไม่น่าเป็นไปได้ที่สุด คือ การเกิดมาเป็นคนบนโลกนี้ ก็เกิดขึ้นแล้ว ดังนี้ ไม่มีอะไรเป็นไปไม่ได้ ถ้าไม่ใช่วันนี้ก็ต้องเป็นสักวันหนึ่ง ต้องเป็นไปได้

5. หลีกเลี่ยงการถูกสะกดจิตจากสภาพแวดล้อม : คำพูด ความคิด การกระทำโดยตัวเราที่ต้องระวังที่สุดแล้ว ยังต้องระวังคำพูด ความคิด และการกระทำด้านลบจากผู้คน สิ่งแวดล้อม ข่าวสาร หนังสือแย่ๆ ทุกสิ่งรอบตัวส่งผลกับเราทั้งสิ้น ต้องฉลาดที่จะเลือกเสพ สิ่งไม่ดีจะรับเข้ามาทำไมกัน

6. ปล่อยวาง : เมื่อทำดี คิดดี พูดดีแล้ว เราต้องปล่อยวาง เพื่อให้โอกาสกับพลังดึงดูดของเราให้มันทำงาน ยิ่งปล่อยวางเราจะยิ่งมีพลัง หายใจลึก ๆ ช้าๆ เราจะมีสมาธิ

7. ฉลองความสำเร็จ :ต้องรู้จักสร้างความชื่นชมตัวเองกับความสำเร็จทุกวันเพราะ Success Built Successes นั่นคือความสำเร็จเล็กๆ น้อยๆ จะนำมาซึ่งความสำเร็จยิ่งใหญ่ ยังมีวิธีหากำไรง่ายๆที่แสนดี คือต้องรู้จักให้กำลังใจคนอื่นและชื่นชมคนอื่น แค่นี้ในแต่ละวันเราก็ได้ชื่นชมความสำเร็จมากมาย จนนับไม่ถ้วนแล้ว ทั้งยังเป็นการสร้างความสุขกับตัวเองและผู้อื่น เมื่อคนใกล้ตัวเรามีความสุข ก็ส่งผลให้เรามีความสุข

ที่มา: พลังเนรมิต กฎแห่งการดึงดูดความมั่งคั่ง โดย วิศิษฐ์ ศรีพิบูลย์

โพสท์ใน กำลังใจ | ติดป้ายกำกับ , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , | แสดงความเห็น

‘สามเหลี่ยมชีวิต’ วิธีรอดตายจากแผ่นดินไหว


อยากให้เสียสละเวลาอ่าน และจดจำเรื่องนี้ไว้สักนิด
ไม่แน่ว่า สิ่งนี้อาจจะช่วยชีวิตเราหรือคนที่เรารักในยามฉุกเฉินได้
(เรื่องไกลตัวเริ่มเข้ามาใกล้ตัว ซึ่งทุกอย่างอาจมีโอกาสเกิดขึ้น
ในประเทศไทยในอนาคต)

สามเหลี่ยมชีวิต

‘สามเหลี่ยมชีวิต’
วิธีรอดตายจากแผ่นดินไหว
จากบทความของดัก คอบบ์ เรื่อง ‘สามเหลี่ยมชีวิต’

เรียบเรียงสำหรับการสรุปให้คณะกรรมการด้านความปลอดภัย MAA

ผมชื่อ ดัก คอบบ์ ผมเป็นหัวหน้าหน่วยกู้ภัยและผู้จัดการด้านพิบัติภัยของทีมกู้ภัย
นานาชาติแห่งสหรัฐฯ ซึ่งเป็นทีมกู้ภัยที่มีประสบการณ์มากที่สุดในโลก
ข้อมูลในบทความนี้จะช่วยชีวิตคนในกรณีแผ่นดินไหว

ผมเคยคลานเข้าไปในตึกที่ถล่มมา 875 ตึก เคยทำงานกับหน่วยกู้ภัยจาก 60 ประเทศ
ก่อตั้งหน่วยกู้ภัย ในหลายประเทศ และเป็นเหนึ่งในผู้เชี่ยวชาญด้านการอพยพผู้คน
กรณีเกิดพิบัติภัยขององค์การ สหประชาชาติมา 2 ปี ผมได้ทำงานกับพิบัติภัยใหญ่ๆ ในโลก
มาตั้งแต่ปี 1985

เมื่อปี 1996 เราได้ทำภาพยนต์ขึ้นมาเรื่องหนึ่งซึ่งได้พิสูจน์ว่าวิธีการรักษาชีวิตของผมถูกต้อง
เราได้ถล่มโรงเรียนและบ้านที่มีหุ่นมนุษย์ 20 ตัวอยู่ภายใน หุ่น 10 ตัว ‘มุดและหาที่กำบัง’
และอีกสิบตัวใช้วิธีการรักษาชีวิตแบบ ‘สามเหลี่ยมชีวิต’ ของผม
หลังจากแผ่นดินไหวทดลอง เราคลานผ่านซากปรักหักพังและเข้าไปในตึก
เพื่อถ่ายภาพและเก็บข้อมูลของผลที่ เกิด ในภาพยนต์แสดงให้เห็นว่าอัตราการอยู่รอด
ของพวกที่มุดและหาที่กำบังคือศูนย์ และโอกาสรอด 100% สำหรับพวกที่ใช้วิธี’สามเหลี่ยมชีวิต’ ของผม

ภาพยนต์ชุดนี้ได้ผ่านสายตาของผู้ชมโทรทัศน์เป็น ล้านๆ คนในตุรกี และส่วนที่เหลือของยุโรป
เคยออกอากาศทางโทรทัศน์ในสหรัฐอเมริกา คานาดา และลาตินอเมริกา

ตึกแห่งแรกที่ผมได้คลานเข้าไปคือโรงเรียนแห่ง หนึ่งในเมืองเม็กซิโกซิตี้ในแผ่นดินไหวปี 1985
เด็กทุกคนอยู่ใต้โต๊ะเรียน เด็กทุกคนถูกอัดแบนจนกระดูกแหลก
พวกเขาอาจจะมีชีวิตรอดด้วยการนอนราบกับพื้น ตรงบริเวณทางเดินข้างๆ โต๊ะเรียนของตัวเอง

ในเวลานั้น เด็กๆ ได้รับคำแนะนำให้หลบใต้อะไรบางอย่าง อธิบายอย่างง่ายๆ เมื่อตึกถล่ม
น้ำหนักของเพดานที่ตกลงมาบนสิ่งของหรือเครื่องเรือนที่อยู่ภายในจะทับทำลายสิ่งของเหล่านั้น
เหลือที่ว่างหรือ ช่องว่างข้างๆ มัน ที่ว่างเหล่านี้คือสิ่งที่ผมเรียกว่า ‘สามเหลี่ยมชีวิต’
สิ่งของชิ้นยิ่งใหญ่ ยิ่งแข็งแรงโอกาสถูกทับอัดยิ่งน้อย โอกาสที่สิ่งของถูกทับอัดยิ่งน้อย
ช่องว่างก็จะยิ่งใหญ่ขึ้น โอกาสที่คนที่อาศัยช่องว่างเหล่านั้นหลบภัยจะไม่เป็นอันตรายก็ยิ่งมาก

ครั้งต่อไปที่คุณดูอาคารที่ถล่มในโทรทัศน์ ลองนับ ‘สามเหลี่ยม’ ที่เกิดขึ้นที่คุณเห็นดู
มันมีอยู่เต็มไปหมดทุกที่ เป็นรูปทรงที่เห็นได้มากที่สุดอยู่ทั่วไป

10 วิธีเพื่อความปลอดภัยยามแผ่นดินไหว

เกือบทุกคนที่ ‘มุดและหาที่กำบัง’ เมื่ออาคารถล่มถูกทับอัดจนตาย
คนที่เข้าไปอยู่ใต้สิ่งของ อาทิ โต๊ะหรือรถยนต์ถูกอัดทับ

แมว หมา และเด็กทารก โดยธรรมชาติมักจะขดตัวในท่าเหมือนอยู่ในครรภ์มารดา
คุณควรทำเช่น กันในกรณีแผ่นดินไหว มันเป็นสัญชาติญาณเพื่อความปลอดภัย/รักษาชีวิต
คุณสามารถมีชีวิตรอดในช่องว่างที่เล็กกว่า ไปอยู่ข้างๆ สิ่งของ ข้างเก้าอี้โซฟา
ข้างของหนักๆ ชิ้นใหญ่ๆ ที่จะบี้แบนไปบ้างแต่ยังเหลือที่ว่างข้างๆ มันไว้

อาคารไม้เป็นสิ่งก่อสร้างที่ปลอดภัยที่สุดที่จะอยู่ภายในขณะแผ่นดินไหว
ไม้มีความยืดหยุ่นและเคลื่อน ตัวตามแรงของแผ่นดินไหว ถ้าอาคารไม้จะถล่ม
จะเกิดช่องว่างขนาดใหญ่เพื่อช่วยชีวิต และอาคารไม้ ยังมีน้ำหนักทับทำลาย
ที่เป็นอันตรายน้อยกว่า อาคารอิฐจะแตกพังเป็นก้อนอิฐมากมาย ก้อนอิฐเหล่านี้
เป็นสาเหตุของการบาดเจ็บ แต่จะทับอัดร่างกายน้อยกว่าแผ่นคอนกรีต

หากคุณกำลังนอนอยู่บนเตียงตอนกลางคืนและเกิดแผ่นดินไหว เพียงกลิ้งลงจากเตียง ช่องว่างที่
ปลอดภัยจะเกิดรอบๆ เตียง โรงแรมจะสามารถเพิ่มอัตราผู้รอดชีวิตจากแผ่นดินไหวได้ โดยเพียงติด
ป้ายหลังประตูในทุกห้องพักบอกให้ผู้เข้าพักนอนราบกับพื้นข้างๆ ขาเตียงระหว่างแผ่นดินไหว

หากมีแผ่นดินไหวเกิดขึ้นและคุณไม่สามารถหนี้ออกมาง่ายๆ ทางประตูหรือหน้าต่าง
ก็ให้นอนราบและ ขดตัวในท่าทารกในครรภ์ข้างๆ เก้าอี้โซฟาหรือเก้าอี้ตัวใหญ่ๆ

เกือบทุกคนที่อยู่ตรงช่องประตูตอนตึกถล่มไม่รอด เพราะอะไร?
หากคุณยืนอยู่ตรงช่องประตูและวงกบ ไม่ว่าประตูจะล้มไปข้างหน้าหรือข้างหลัง
คุณจะโดนเพดานด้านบนตกลงมาทับ หากวงกบประตูล้มออกด้านข้าง
คุณจะถูกตัดเป็นสองท่อนโดยช่องประตู ไม่ว่ากรณีไหน คุณไม่รอดทั้งนั้น!

อย่าใช้บันไดเด็ดขาด บันไดมี ‘ช่วงการเคลื่อนตัว’ ที่แตกต่างไป
(บันไดจะมีการแกว่งแยกจากตัวอาคาร) บันไดและส่วนที่เหลือของตัวอาคาร
จะชนกระแทกกันอย่างต่อเนื่องจนเกิดปัญหากับโครงสร้างของบันได
คนที่อยู่บนบันไดก่อนที่บันไดจะถล่มถูกตัดเป็นชิ้นโดยชั้นบันได
และถูกแยกส่วนอย่างน่าสยดสยอง ถึงอาคารจะไม่ถล่มก็ควรอยู่ห่างบันไดไว้
บันไดเป็นส่วนของอาคารที่มีโอกาสถูกทำให้เสียหาย
ถึงแม้แผ่นดินไหวจะไม่ได้ทำให้บันไดถล่ม มันอาจถล่มในเวลาต่อมา
เมื่อรับน้ำหนักมากเกินไปจากคนที่กำลังหนี มันควรได้รับการตรวจสอบความปลอดภัยเสมอ
ถึงแม้ส่วนที่เหลือของอาคารจะไม่ได้รับความเสียหายก็ตาม

ไปอยู่ใกล้กำแพงด้านนอกของอาคารหรือออกจากอาคารถ้าเป็นไปได้
จะเป็นการดีกว่ามากที่จะอยู่ใกล้ส่วนนอกของอาคารมากกว่าจะอยู่ที่ส่วนในของอาคาร
คุณยิ่งอยู่ลึกเข้าไปหรือไกลจากบริเวณภายนอกของอาคารมากเท่าไหร่
โอกาสที่ทางหนี้ของคุณจะถูกปิดกั้นยิ่งมีมาก

คนที่อยู่ภายในรถยนต์ถูกทับอัดเมื่อถนนด้านบนตกลงมาเพราะแผ่นดินไหว และทับรถของพวกเขา
นี้เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นกับแผ่นคอนกรีตระหว่างชั้นของถนนหลวงนิมิทซ์
ผู้เคราะห์ร้ายทั้งหมดจากแผ่นดินไหวที่ซานฟรานซิสโกอยู่ในรถของตัวเอง
พวกเขาตายทั้งหมด พวกเขาสามารถมีชีวิตรอดได้ง่ายๆ ด้วยการออกจากรถ
และนั่งหรือนอนราบอยู่ข้างๆ รถตัวเอง คนที่ตายทุกคนอาจรอดได้ถ้าพวกเขาสามารถออกจากรถ
และนั่งหรือนอนราบอยู่ข้างรถตัวเอง รถที่ถูกทับอัดทุกคันมีช่องว่างสูง 3 ฟุตอยู่ข้างๆ
ยกเว้นรถที่ถูกเสาคานตกทับกลางคันรถ

ผมค้นพบว่า ขณะที่คลานเข้าไปในซากสำนักงานหนังสือพิมพ์และสำนักงานอื่นที่มีกระดาษจำนวนมาก
กระดาษจะไม่อัดตัว และจะพบช่องว่างขนาดใหญ่รอบๆ กองกระดาษที่เรียงทับซ้อนกัน

กระจายข้อมูลนี้และช่วยชีวิตคนบางคนเถิด

**************************************************************

FROM DOUG COPP’S ARTICLE ON THE ‘TRIANGLE OF LIFE’

Edited for MAA Safety Committee brief

My name is Doug Copp. I am the Rescue Chief and Disaster Manager
of the American Rescue Team International (ARTI), the world’s most
experienced rescue team. The information in this article will save lives
in an earthquake.

I have crawled inside 875 collapsed buildings, worked with rescue teams
from 60 countries, founded rescue teams in several countries, and one of
the United Nations experts in Disaster Mitigation for two years. I have
worked at every major disaster in the world since 1985.

In 1996 we made a film, which proved my survival methodology to be correct.
We collapsed a school and a home with 20 mannequins inside.
Ten mannequins did ‘duck and cover,’ and the other ten mannequins
used my ‘triangle of life’ survival method. After the simulated earthquake,
we crawled through the rubble and entered the building to film and document the results.
The film showed that there would have been zero percent survival for those doing duck and cover;
and 100 percent survivability for people using my method of the ‘triangle of life.’

This film has been seen by millions of viewers on television in Turkey and
the rest of Europe, and it was seen in the USA, Canada and Latin America
on the TV program.

The first building I ever crawled inside of was a school in Mexico City
during the 1985 earthquake. Every child was under its desk.
Every child was crushed to the thickness of their bones.
They could have survived by lying down next to their desks in the aisles.

At that time, the children were told to hide under something. Simply
stated, when buildings collapse, the weight of the ceilings falling upon
the objects or furniture inside crushes these objects, leaving a space or
void next to them. This space is what I call the ‘triangle of life’. The
larger the object, the stronger, the less it will compact. The less the
object compacts, the larger the void, the greater the probability that the
person who is using this void for safety will not be injured.

The next time you watch collapsed buildings, on television, count the
‘triangles’ you see formed. They are everywhere. It is the most common shape.

TEN TIPS FOR EARTHQUAKE SAFETY

1) Almost everyone who simply ‘ducks and covers’ when buildings collapse
are crushed to death. People who get under objects, like desks or cars, are crushed.

2) Cats, dogs and babies often naturally curl up in the fetal position.
You should too in an earthquake. It is a natural safety/survival instinct.
You can survive in a smaller void. Get next to an! object, next to a sofa,
next to a large bulky object that! will co mpress slightly but leave a void
next to it.

3) Wooden buildings are the safest type of construction to be in during an earthquake.
Wood is flexible and moves with the force of the earthquake.
If the wooden building does collapse, large survival voids are created.
Also, the wooden building has less concentrated, crushing weight.
Brick buildings will break into individual bricks. Bricks will cause many injuries
but less squashed bodies than concrete slabs.

4) If you are in bed during the night and an earthquake occurs, simply roll
off the bed. A safe void will exist around the bed. Hotels can achieve a much greater
survival rate in earthquakes, simply by posting a sign on the back of the door
of every room telling occupants to lie down on the
floor, next to the bottom of the bed during an earthquake.

5) If an earthquake happens and you cannot easily escape by getting out the door or window,
then lie down and curl up in the fetal position next to a sofa, or large chair.

6) Almost everyone who gets under a doorway when buildings collapse is killed.
How ? If you stand under a doorway and the doorjamb falls forward or backward
you will be crushed by the ceiling above. If the doorjamb falls sideways
you will be cut in half by the doorway. In either case, you will be killed!

7) Never go to the stairs. The stairs have a different ‘moment of frequency
(they swing separately from the main part of the building).
The stairs and remainder of the building continuously bump into each other
until structural failure of the stairs takes place. The people who get on
stairs before they fail are chopped up by the stair treads – horribly mutilated.
Even if the building doesn’t collapse, stay away from the stairs.
The stairs are a likely part of the building to be damaged.
Even if the earthquake does not collapse the stairs,
they may collapse later when overloaded by fleeing people.
They should always be checked for safety, even when the rest of the building
is not damaged.

8) Get near the Outer Walls Of Buildings or Outside Of Them if possible.
It is much better to be near the outside of the building rather than the interior.
The farther inside you are from the outside perimeter of the building
the greater the probability that your escape route will be blocked.

9) People inside of their vehicles are crushed when the road above falls in
an earthquake and crushes their vehicles; which is exactly what happened
with the slabs between the decks of the Nimitz Freeway. The victims of the
San Francisco earthquake all stayed inside of their vehicles. They were all killed.
They could have easily survived by getting out and sitting or lying next to their vehicles.
Everyone killed would have survived if they had been able to get out of their cars
and sit or lie next to them. All the crushed cars had voids 3 feet high next to them,
except for the cars that had columns fall directly across them.

10) I discovered, while crawling inside of collapsed newspaper offices and
other offices with a lot of paper, that paper does not compact.
Large voids are found surrounding stacks of paper.

Spread the word and save someone’s life.

ที่มา:FWM

โพสท์ใน เรื่องน่ารู้ทั่วไป | ติดป้ายกำกับ , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , | แสดงความเห็น

วิธีการเช็คเส้นเลือดอุดตันในสมอง Blood Clots/Stroke

B lood Clots/Stroke – They Now Have a Fourth Indicator, the Tongue

I will continue to forward this every time it comes around!

STROKE: Remember the 1st Three Letters…. S.T.R.

My nurse friend sent this and encouraged me to post it and spread the word. I agree.

If everyone can remember something this simple, we could save some folks. Seriously..

Please read:

STROKE IDENTIFICATION:

During a BBQ, a friend stumbled and took a little fall – she assured everyone that she was fine (they offered to call paramedics)

sh! e said s he had just tripped over a brick because of her new shoes.

They got her cleaned up and got her a new plate of food. While she appeared a bit shaken up, Ingrid went about enjoying

herself the rest of the evening

Ingrid’s husband called later telling everyone that his wife had been taken to the hospital – (at 6:00 pm Ingrid passed away.) She had suffered a stroke at the BBQ. Had they known how to identify the signs of a stroke, perhaps Ingrid would be with us today. Some don’t die. they end up in a helpless, hopeless condition instead.

It only takes a minute to read this…

A neurologist says that if he can get to a stroke victim within 3 hours he can totally reverse the effects of a stroke… totally . He said the tri! ck was g etting a stroke recognized, diagnosed, and then getting the patient medically cared for within 3 hours, which is tough.

RECOGNIZING A STROKE
Thank God for the sense to remember the ’3′ steps, STR . Read and Learn!
Sometimes symptoms of a stroke are difficult to identify. Unfortunately, the lack of awareness spells disaster.
The stroke victim may suffer severe brain damage when people nearby fail to recognize the symptoms of a stroke.
Now doctors say a bystander can recognize a stroke by asking three simple questions:
S *Ask the individual to SMILE.
T *Ask the person to TALK and SPEAK A SIMPLE SENTENCE (Coherently)(i.e.. It is sunny out today.)
R *Ask him or her to RAISE BOTH ARMS.
If he or she has trouble with ANY ONE of these tasks, call emergency number immediately and describe the symptoms to the dispatcher.
New Sign of a Stroke ——– Stick out Your Tongue
NOTE: Another ‘sign’ of a stroke is this: Ask the person to ‘stick’ out his tongue.. If the tongue is ‘crooked’, if it goes to one side or the other, t hat is also an indication of a stroke.

A cardiologist says if everyone who gets this e-mail sends it to 10 people; you can bet that at least one life will be saved.

I have done my part. Will you?

************************************************************************************************

อาการบ่งชี้ตัวที่ 4 ของเส้นเลือดอุดตันในสมอง

ไม่ว่าจะได้รับเมล์นี้อีกกี่ครั้ง ฉันก็จะส่งต่อไป

เส้นเลือดอุดตันในสมอง (Stroke) ให้จำไว้ว่า อักษร 3 ตัวแรกคือ S.T.R

เพื่อนพยาบาลส่งเมล์นี้มาให้ และสนับสนุนให้ฉันส่งต่อไปอีกเรื่อยๆให้ทั่วโลกเลยยิ่งดี ฉันก็เห็นด้วย

ถ้าเราสามารถจำสิ่งง่ายๆเหล่านี้ได้ เราจะช่วยชีวิตคนบางคนได้..อันนี้เรื่องจริง

อาการบ่งชี้ของเส้นเลือดอุดตันในสมอง

ระหว่างงานเลี้ยงบาร์บีคิว เพื่อนคนหนึ่งสะดุดล้มลงไปกองกับพื้น แต่เธอบอกกับทุกคนว่าเธอไม่เป็นไร (เพื่อนๆถามว่าจะให้เรียกแพทย์เคลื่อนที่มั้ย) เธอบอกว่าเธอแค่สะดุดก้อ นหินเพราะยังไม่ชินที่ใส่รองเท้าคู่ใหม่มา

ทุกคนช่วยกันปัดเศษสกปรกออกไปจากตัวเธอและไปตักอาหารมาให้ใหม่ ตัว Ingrid เองหลังจากนั้นรู้สึกว่าจะมีอาการสั่นเล็กน้อย แต่ก็สนุกสนานดีตลอดเย็นวันนั้น

หลังจากนั้น สามีของ Ingrid โทรหาเพื่อนๆทุกคนว่า ภรรยาเขาถูกนำตัวส่งโรงพยาบาล (และเสียชีวิตในเวลา6 นาฬิกา) เธอมีอาการของเส้นเลืดอุดตันในสมองตั้งแต่ตอนที่อยู่ในงานเลี้ยงบาร์บีคิวแล้ว ถ้าทุกคนรู้ว่าเธอมีอาการนี้เสียตั้งแต่แรก บางที Ingrid อาจจะยังอยู่กับพวกเราในวันนี้ก็ได้ บางคนก็ไม่เสียชีวิต แต่ต้องใช้ชีวิตอย่างคนสิ้นหวังและช่วยเหลือตัวเองไม่ได้

ใช้เวลาอ่านบทความนี้เพียงไม่กี่นาทีเท่านั้น

แพทย์ด้านประสาทวิทยากล่าววา ถ้าแพทย์สามารถไปถึงตัวผู้ป่วยเส้นเลือดสมองอุดตันได้ภายใน3 ชั่วโมง แพทย์จะสามารถช่วยชีวิตผู้ป่วยได้แน่นอน ที่สำคัญก็คือต้องทราบว่าผู้ป่วยมีอาการของโรคนี้ วินิจฉัยได้ได้ จากนั้นก็ให้การรักษาภายใน3 ชั่วโมง

ต้องรู้ก่อนว่ามันคือเส้นเลือดสมองอุดตัน
ขอบคุณพระเจ้าที่หาวิธีจำง่ายๆมาให้ STR
บางครั้งอาการของโรคเส้นเลือดสมองอุดตันก็เป็นการยากที่จะรู้กันได้ แต่ที่ร้ายแรงกว่านั้นก็คือ การไม่รู้อาจหมายถึงหายนะได้ สมองผู้ป่วยอาจจะโดนทำลายอย่างรุนแรง แต่คนรอบข้างไม่ได้รู้เลยว่านี่คืออาการของเส้นเลือดสมองอุดตัน
หมอบอกว่า คนที่ยืนอยู่รอบข้างก็สามารถรู้อาการได้ โดยคำถาม 3 ข้อ ดังนี้ S คือบอกให้ผู้ป่วย ยิ้ม
T คือบอกให้ผู้ป่วยพูด โดยอาจจะเป็นประโยคง่ายๆ เช่น วันนี้อากาศดีนะ
R คือบอกให้ผู้ป่วยยกแขนทั้งสองข้างขึ้น
ถ้าผู้ป่วยมีความลำบากในการทำข้อใดข้อหนึง ให้โทร.หาเบอร์ฉุกเฉินทันทีและแจ้งไปว่าผู้ป่วยมีอาการอย่างไร
สัญญาณใหม่ของเส้นเลือดสมองอุดตัน — แลบลิ้นออกมาดู
หมายเหตุ : สัญญาณอีกประการหนึ่งก็คือ ลองให้ผู้ป่วยแลบลิ้นออกมา หากลิ้นมีลักษณะม้วนงอ ตกไปด้านใดด้านหนึ่ง นั่นคือข้อบ่งชี้ว่ามีอาการเส้นเลือดสมองอุดตัน

แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านหัวใจบอกว่า หากคุณได้รับอีเมล์นี้ และส่งต่อไปอีก 10 คน อาจมีผลทำให้สามารถช่วยชีวิตผู้ป่วยได้อย่างน้อย1 คน ก็ได้

ที่มา: เมล์ฟอร์เวิร์ด

โพสท์ใน สุขภาพและความงาม | ติดป้ายกำกับ , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , | แสดงความเห็น

ภัยจากนามบัตร

ภัยจากนามบัตร

ไม่น่าเชื่อเลย ว่า” นามบัตร” ก็มีภัย
กันไว้ดีกว่าแก้นะ..

ภัยจากนามบัตร
หญิงคนหนึ่ง ไปเติมแก็สที่ปั้มแก็ส มีชายมาเสนอบริการทาสี โดยยื่นนามบัตรให้ หญิงคนนั้นก็รับมาอ่าน แล้วถือเข้ามาในรถด้วย สักครู่เมื่อขับรถออกมาจาก ปั๊มแก็ส ก็สังเกตว่าชายคนนั้นขับรถตามมา และเธอก็ รู้สึกว่า หายใจไม่ค่อยออก เธอรีบเปิดหน้าต่าง และตระหนักว่ากลิ่นนั้นมาจากมือของเธอเอง ซึ่งเป็นมือข้างที่เธอรับนามบัตรมาจากชายคนนั้น เธอตัดสินใจขับรถและกดแตรไปตลอดทางเพื่อขอความช่วยเหลือ ชายคนนั้นจึงขับรถหนีไป

ยาที่ป้ายบนนามบัตร คือ ยา BURUNDANGA เพิ่อให้เราหมดสติ ควบคุมตนเองไม่ได้ แล้วไอ้ตัวร้ายก็จะขโมยของและ/หรือข่มขืนเรา
โดยยานี้มีประสิทธิภาพแรงกว่ายาที่ใช้ข่มขืนสาวๆ ถึง 4 เท่า
ดังนั้น อย่ารับกระดาษ นามบัตร แผ่นพับ จากคนแปลกหน้า หรือแม้แต่คนที่แจกโฆษณา

ฝากส่งต่อเยอะ ๆ เลยนะคะระวังกันไว้ด้วยคะ

ที่มา:ฟอร์ดเวิร์ดเมล์

โพสท์ใน เรื่องน่ารู้ทั่วไป | ติดป้ายกำกับ , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , | แสดงความเห็น

คอร์สพุทธอาหารเจ-菩提蔬食班

中台禪寺泰國曼谷分院泰佛寺
วัดไท่ฝอซื่อ สาขาวัดใหญ่จงไท่ซัน 61/84-86 หมู่บ้านทวีมิตร ถนนพระราม 9 (อสมท) กทม 10320 โทร 02 6432386

免费招生中
กำลังรับสมัคร อบรมฟรี

即日起報名
เปิดอบรมวันที่ 9 พฤศจิกายน 2554

慈悲與健康就從報名開始
เมตตาจิต และสุขภาพที่แข็งแรง เริ่มต้นเมื่อสมัครเข้ารับการอบรม

菩提蔬食班
คอร์ส พุทธอาหารเจ

健康的素食能滅少 罹患心臟病 高血壓 糖尿病 和肥胖等 慢性退化性疾病
อาหารเพื่อสุขภาพ ช่วยลดอาการของผู้ป่วยโรคหัวใจ ,ความดันโลหิตสูง ,โรคเบาหวานและโรคอ้วนตลอดจนโรคเรื้อรัง

ที่มา:ข้อมูลเพื่อการประชาสัมพันธ์

โพสท์ใน สุขภาพและความงาม | ติดป้ายกำกับ , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , | แสดงความเห็น